"ผลสมาบัติ" ตราประทับที่ยืนยันการบรรลุธรรม

 สวัสดีกัลยาณมิตรทุกท่าน


ในเส้นทางการบรรลุธรรม  ของอริยบุคคล สิ่งที่จะยืนยัน

โดยไม่ต้องให้ใครมาพยากรณ์ และไม่ต้องหลอกตัวเอง

คือ  *  ผลสมาบัติ  *     หัวข้อนี้เราจะมาอธิบายให้เข้าใจยิ่งขึ้น

เส้นทางนี้เป็น "ปจฺจตฺตํ" (รู้ได้เฉพาะตน)


ในโลกแห่งการภาวนา ปัญหาใหญ่อย่างหนึ่งของผู้เจริญวิปัสสนากรรมฐาน 

คือ "สภาวะหลงจิต" หรือ อธิมานะ—ภาวะที่จิตเกิดความเข้าใจในข้อธรรมอย่างแจ่มแจ้ง 

จิตโปร่ง โล่ง วางอารมณ์ได้ จนอุทานในใจว่า "เราบรรลุแล้ว"

แต่ในทางสภาวะแท้จริงของพระอภิธรรม การบรรลุธรรมไม่ใช่เรื่องของการ "คิดเข้าใจ" หรือ

การ "วางอารมณ์ได้ชั่วคราว" หากแต่มีกลไกทางจิตที่เด็ดขาดและปราศจากการปรุงแต่งอย่าง

สิ้นเชิง นั่นคือการเดินผ่าน มรรคจิต และมี ผลสมาบัติ เป็นเครื่องยืนยันสัจธรรมภายใน






1. มรรคญาณ  วินาทีตัดขาดที่เกิดเพียงลัดนิ้วมือ

การบรรลุธรรม (การเกิดมรรคจิต) ไม่ใช่สภาวะที่ค่อยๆ ทอดตัวยาวนาน แต่เป็นปรากฏการณ์ทางจิตที่เกิดขึ้นเร็วมาก เพียง 1 ถึง 3 ขณะจิต เท่านั้น

เมื่อปัญญาญาณ (วิปัสสนาญาณ) แก่กล้าจนถึงขีดสุด จิตจะรวมกำลังประหารกิเลส ตัด สังโยชน์ (เครื่องผูกสัตวโลก) ให้ขาดสะบั้นอย่างเป็นสมุจเฉทปหาน (ตัดขาดไม่กลับมาเกิดอีก)

สภาวะนี้ไม่ใช่การที่จิตพยายาม "วาง" ความโลภ ความโกรธ หรือความหลง แต่เป็นปัญญาขั้นสูงสุดที่เข้าไปทำลายรากเหง้าของอวิชชาในระดับอนุสัยกิเลสโดยตรง


2. ผลสมาบัติ  ตราประทับและเครื่องเสวยอารมณ์นิพพาน

เมื่อมรรคจิตทำหน้าที่ตัดกิเลสเสร็จสิ้นลง สภาวะจะยกเข้าสู่ "ผลจิต" โดยทันทีอย่างไม่มีระหว่างกัน (อานันตริกธรรม) และเมื่อพระอริยบุคคลต้องการพักผ่อนจิตในสภาวะแห่งความสงบสูงสุด จิตจะสามารถเข้าสู่ "ผลสมาบัติ" (Phala-samāpatti) ได้


ทำไม "ผลสมาบัติ" ถึงเป็นเครื่องยืนยัน ?

  1. ไม่สามารถ "คิดเลียนแบบ" ได้  ผลสมาบัติไม่ใช่สภาวะนึกเอา หรือการใช้จินตนาการปรุงแต่งขึ้นมา แต่เป็นสภาวะที่จิตหน้อมเข้าหา พระนิพพานเป็นอารมณ์ โดยตรง สังขารธรรมทั้งหลายดับลงอย่างสิ้นเชิง

  2. เป็นสภาวะเฉพาะของพระอริยบุคคล  ปุถุชนทั่วไปหรือนักภาวนาที่ทำได้เพียงสมาธิระดับฌาน (รูปฌาน/อรูปฌาน) จะเข้าได้เพียง ฌานสมาบัติ ซึ่งยังมีสังขารและการปรุงแต่งอันเป็นรูปธรรมหรือนามธรรมอยู่ แต่ไม่สามารถเข้าถึงผลสมาบัติได้

  3. การเข้าถึงตามกำลังของแต่ละภูมิธรรม

    • โสดาปัตติผลสมาบัติ  สัมผัสความสงบที่เกิดจากการดัดสังโยชน์เบื้องต่ำ 3 ประการ (สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส) ขาดสะบั้น

    • สกทาคามีผลสมาบัติ  เสวยอารมณ์นิพพานด้วยจิตที่ราคะและโทสะเบาบางลงอย่างยิ่ง

    • อนาคามีผลสมาบัติ  จิตดับความยินดียินร้ายในโลกเด็ดขาด ปราศจากกามราคะและปฏิฆะโดยสิ้นเชิง

    • อรหัตตผลสมาบัติ  ที่สุดแห่งความบริสุทธิ์ สภาวะแห่งจิตที่หลุดพ้นจากอวิชชาและสังโยชน์ทั้ง 10 ประการ เป็นการพักผ่อนของจิตที่ปราศจากกิเลสใดๆ มาแผ้วพาน









 "รู้จำ" กับ "รู้จริง"       ช่องว่างที่ต้องก้าวข้าม

นักภาวนาสายปัญญาจำนวนมากติดดักอยู่ในขั้น สัญญา (ความจำได้หมายรู้ในข้อธรรม) เมื่อ

อ่านตำรา ฟังธรรมเทศนา หรือเจริญสติจนเห็นการดับของอารมณ์ จิตจะนำความรู้ที่มีไป "ติด

ป้าย" หรือ "อธิบาย" สภาวะทันทีว่า นี่คือวิปัสสนาญาณขั้นนั้น ขั้นนี้

แต่ตราบใดที่จิตยังไม่เคยตัดขาดด้วยมรรคญาณ และยังไม่สามารถเข้า ผลสมาบัติ เพื่อเสวย

อารมณ์นิพพานได้จริง สิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดก็เป็นเพียง "การตระหนักรู้ทางความคิด" หรือ 

"ความสงบในระดับวิปัสสนาญาณต้นๆ" เท่านั้น

"ธรรมะแท้ เป็น ปจฺจตฺตํ คือ รู้ได้เฉพาะตน... ผู้ที่เข้าถึงผลสมาบัติได้ ไม่จำเป็นต้องรอให้ใครมาพยากรณ์ยศศักดิ์ทางธรรม และไม่สามารถหลอกตัวเองได้เลย เพราะสัจธรรมในผลสมาบัตินั้น ดับสิ้นซึ่งตัวตนและการปรุงแต่งโดยแท้จริง"



สภาวะทั่วไปที่กล่าวถึง





ทำไมถึงสั่งเวลาไม่ได้ถ้ายังไม่ชำนาญ? (การอธิษฐานเวลา)

เมื่อจิตเข้าสู่สภาวะที่ สัญญา (ความจำได้หมายรู้), เวทนา (ความรู้สึกสุข/ทุกข์/เฉยๆ) และ สังขาร (ความคิดปรุงแต่ง) ระงับลงอย่างสิ้นเชิง จิตจะขาด "นาฬิกาภายใน" โดยสมบูรณ์

  • สำหรับผู้ชำนาญ (มีวสี): จะต้องทำการ "อธิษฐานจิต" ไว้ก่อนที่จะถอนจิตเข้าสู่สภาวะนั้น (เช่น กำหนดไว้ว่าจะอยู่ในสภาวะนี้เป็นเวลา 1 ชั่วโมง หรือ 2 ชั่วโมง) เมื่อครบกำหนดเวลาด้วยกำลังแห่งอธิษฐานจิต จิตจะถอนออกมาเองโดยอัตโนมัติ

  • สำหรับผู้ยังไม่ชำนาญ: หากไม่ได้อธิษฐานเวลาไว้ก่อน หรือยังไม่มีกำลังวสีที่แข็งแรงพอ พอจิตจมดิ่งลงสู่ความระงับของนามธรรม ก็จะ "สั่งอะไรไม่ได้เลย" เพราะไม่มีสัญญาและสังขารเหลืออยู่ให้ไปคิดสั่งการใดๆ ในระหว่างนั้นได้







 

ปรากฏการณ์ "หลงเวลา" ตอนถอนจิตออก

การที่รู้สึก "หลงเวลา" หรือไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหน ตอนที่จิตเริ่มถอนกลับคืนมา เกิดจากกลไกธรรมชาติของจิตดังนี้ครับ:

  1. สัญญายังไม่ทำงานเต็มที่  สัญญา (ความจำ) ถูกระงับไปพร้อมกับนามธรรมอื่นๆ ในช่วงที่อยู่ในสมาบัติ ทำให้จิตไม่มีการบันทึก "ลำดับเวลา" (Time Perception) ใดๆ ไว้เลย

  2. การตื่นของสัญญาและสังขาร  พอจิตเริ่มถอนออกมา นามธรรมค่อยๆ กลับมาทำงานทีละนิด สังขารธรรมเริ่มปรุงแต่งความรับรู้ สัญญาเริ่มดึงความจำกลับมา แต่เพราะช่วงที่ดิ่งอยู่นั้น "ไม่มีข้อมูลเวลาถูกบันทึกไว้" จิตจึงเกิดความเหวอหรือหลงทิศทางของเวลา (ชั่วขณะหนึ่งอาจรู้สึกเหมือนผ่านไปแค่วินาทีเดียว ทั้งที่ผ่านไปหลายชั่วโมง หรือในทางกลับกัน)



 

จึงสามารถอธิบายได้ว่า   ผลสมาบัติ   เข้าได้ทั้งฌาน  และ  อุปจารสมาธิ (น้อมไป)

เหตุที่กล่าวว่าเช่นนี้  เพราะครูอาจารย์ท่านเข้าผลสามบัติไม่ผ่านฌาน 

และสัญญาเวทยิตนิโรธ   ที่ท่านทรงอยู่แต่ดับได้ขณะลืมตา

ผู้เขียนกล่าวเช่นนี้   เพราะพอเขาใจจุดนี้แล้ว  พอประมาณครับ


1. การเข้าผลสมาบัติผ่าน "อุปจารสมาธิ" (สายวิปัสสนายานิก)

สำหรับผู้ที่ไม่ได้เพ่งฌานจนดิ่งลึกเป็นอัปปนาสมาธิมาตั้งแต่ต้น แต่ใช้อารมณ์ อุปจารสมาธิ ในการยกจิตขึ้นสู่การเจริญสติและวิปัสสนาญาณ (พิจารณาไตรลักษณ์ เกิด-ดับ ของรูป-นาม):

  • เมื่อปัญญาญาณตัดกิเลสและยกเข้าสู่ ผลจิต สมาธิในระดับอุปจารสมาธิที่มีกำลังปัญญาสุกงอมเต็มที่แล้วนั้น ก็เพียงพอที่จะหน้อมจิตเข้าสู่ ผลสมาบัติ ได้

  • สภาวะที่ปรากฏคือ จิตจะดับเสวยอารมณ์นิพพานอย่างสงบ โดยที่ไม่ได้จำเป็นต้องสร้างอารมณ์ฌานแน่นหนาเหมือนรูปฌาน แต่เป็น กำลังแห่งปัญญาที่เข้าถึงความสงบระงับ ของสังขารธรรมโดยตรง

2. การเข้าผลสมาบัติผ่าน "ฌาน" (สายสมถยานิก)

สำหรับผู้ที่มีพื้นฐานฌานสมาบัติ (รูปฌาน 1–4 หรืออรูปฌาน):

  • เมื่อจะเข้าผลสมาบัติ จิตจะเข้าตามกำลังฌานเดิมที่ตนเคยได้ โดยใช้องค์ฌานนั้นเป็นฐานแล้วหน้อมจิตเข้าหา พระนิพพานเป็นอารมณ์

  • สภาวะจะมีความแนบแน่น ล้ำลึก และทรงกำลังตามระดับของฌานนั้นๆ (เช่น โสดาปัตติผลสมาบัติในระดับปฐมฌาน หรือทุติยฌาน เป็นต้น)







เป็นข้อมูลครับ       


ขอบคุณกัลยาณมิตรทุกท่านครับ









E-Book  แจกฟรี



Thumbnail Seller Link
เรื่องสั้น งานเท่าเดิมแต่ใจไม่เท่าเดิม
VTK
www.mebmarket.com
หนังสือเล่มเล็กๆ ขนาด 5 เรื่องสั้นนี้ ไม่ได้ถูกเขียนขึ้นเพื่อบอกให้คุณทิ้งงานหรือละทิ้งหน้าที่ทางโลก แต่เขียนขึ้นเพื่อชวนคุณมา "พักหายใจ" แล...






อ่านเนื้อหาเพิ่มเติม  

http://nat2436000.bloggang.com       ( เลือก  Group Blog )

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

เสียงเงียบในถ้วยชา ( เรื่องสั้น พุทธธรรมกับชีวิต 1 )

ไตรลักษณ์ กับชีวิตที่เป็น

นิพพาน แสดงสภาวะ ก่อนดับ / ดับ / หลังดับ