สวัสดีกัลยาณมิตรทุกท่าน
หลายท่านคงสงสัย " การหลับ " มันคือกระบวนการอย่างไรกันแน่ทั้งๆที่ต้องนอนหลับทุกวันแต่ไม่เคยสนใจคุ้นอยู่แค่มันเกิดจากสารเคมีในสมอง หัวข้อนี้เราจะมาอธิบายเรื่องการนอนหลับทั้งในรูป กาย และ จิต ทั้งสองมุมมอง วิทยาศาสตร์ และ พุทธศาสนา
ในมุมมองวิทยาสาสตร์
เป็นระบบวงจร 24 ชั่วโมงภายในร่างกายที่ถูกควบคุมโดยแสง เมื่อแสงแดดเริ่มหมดลงและความมืดเข้ามา สมองจะส่งสัญญาณให้ต่อมไพเนียล (Pineal Gland) หลังฮอร์โมน เมลาโทนิน (Melatonin) ออกมา ทำให้เรารู้สึกง่วงและอุณหภูมิในร่างกายลดลง
ตลอดเวลาที่เราตื่นอยู่ สมองจะเผาผลาญพลังงานและหลั่งสารเคมีที่ชื่อว่า อะดีโนซีน (Adenosine) ออกมาสะสมเรื่อยๆ ยิ่งตื่นนาน สารนี้ยิ่งสะสมมาก ทำให้เราเกิดอาการ "เพลีย" หรือ "อยากนอน" (คาเฟอีนในกาแฟจะเข้าไปบล็อกสารนี้ ทำให้เราไม่รู้สึกง่วงนั่นเอง)
เมื่อถึงเวลาพักผ่อน สมองจะลดการหลั่งสารที่ทำให้ตื่น (เช่น Dopamine, Histamine, Norepinephrine) และเพิ่มการทำงานของสารสื่อประสาทที่ช่วยให้ผ่อนคลาย คือ GABA (Gamma-Aminobutyric Acid) ซึ่งจะไปยับยั้งการทำงานของเซลล์ประสาท ทำให้กล้ามเนื้อผ่อนคลาย หัวใจเต้นช้าลง และเข้าสู่สภาวะหลับ

ในมุมมองพุทธศาสนา นาม (จิต) และ รูป (กาย) อิงอาศัยกัน
การนอนหลับเกิดจาก กลไกที่กาย ถูกที่ใช้งานจนอ่อนล้า แจ้งไปที่จิต เราเหนื่อยแล้วพักไหม กายสั่งจิต เมื่อร่างกายทำงานมาทั้งวัน สาร อะดีโนซีน (Adenosine) จะสะสมในสมองเรื่อยๆ ร่วมกับสัญญาณความมืดที่ทำให้ เมลาโทนิน (Melatonin) หลั่ง สารเคมีเหล่านี้จะไปส่งสัญญาณเตือนสมองว่า "ร่างกายเพลียแล้วนะ" ทำให้จิตใจเกิดความรู้สึกง่วง ซบเซา และอยากนอน
จากนั้นจิตจะสั่งกาย เมื่อรับรู้สัญญาณง่วง สมองส่วนหน้า (Prefrontal Cortex) ซึ่งเป็นส่วนคิดและตัดสินใจ จะสั่งการให้เราพาตัวเองไปนอน ปิดไฟ หลับตา และผ่อนคลายกล้ามเนื้อ จากนั้นระบบประสาทจะลดการเต้นของหัวใจและความดันลงเพื่อเข้าสู่การนอนหลับ
ในทางพุทธศาสนา (อภิธรรม) กายกับจิตไม่ได้ทำงานแยกขาดจากกัน แต่เป็นสภาวะที่เรียกว่า "ปัจจัย นาม - รูป" (จิตเป็นปัจจัยให้เกิดรูป และรูปเป็นปัจจัยให้เกิดจิต)
การลงภวังค์ (ภวังคจิต - Bhavanga Citta)
คำว่า "ภวังค์" แปลว่า องค์แห่งภพ หรือกระแสจิตพื้นฐานที่รักษาความเป็นบุคคลนั้นไว้ไม่ให้ขาดสาย เมื่อไม่มีการรับรู้อารมณ์ใหม่ๆ ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย หรือความคิดในใจ จิตจะไม่ดับไปเสียทีเดียว แต่จะตัดกลับเข้าสู่ "ภวังคจิต" เพื่อรักษาการมีชีวิตอยู่
ในเวลาตื่น จิตจะเกิดดับต่อเนื่องผ่านวิถีจิต 6 ทาง (ปัญจทวารวิถี 5 ทาง + มโนทวารวิถี 1 ทาง)
เมื่อนอนหลับ จิตจะถอนจากการรับรู้ทาง ปัญจทวาร (ตา หู จมูก ลิ้น กาย) และ มโนทวาร (ใจที่คิดนึกเรื่องราวตื่น) วิญญาณย้ายไปตั้งอยู่ที่หทัยวัตถุ ตาไม่รับรูป หูไม่รับเสียง กายไม่รับสัมผัส จิตตกสู่อารมณ์เดิมที่เรียกว่า ภวังคอารมณ์ (อารมณ์ใกล้ตายจากชาติที่แล้ว) จิตเป็นภวังค์ล้วนๆ ไม่มีวิถีจิตใดๆ แทรก สภาวะนี้ไม่มีความฝัน ไม่มีความทุกข์ ไม่มีความสุข เป็นจิตที่สงบระงับบริสุทธิ์
สภาวะฝัน เกิดขึ้นเมื่อจิตไม่ได้ลงภวังค์อย่างสมบูรณ์ แต่มี มโนทวารวิถี (วิถีจิตทางใจ) แทรกขึ้นมา โดยปรุงแต่งเรื่องราวจากความจำ (สัญญา) กุศล/อกุศลจิต หรือธาตุในร่างกายไม่ปกติ
ในทางพุทธศาสนา แบ่งมูลเหตุแห่งความฝันไว้ 4 ประการ (สุปินปัจจัย 4)
บุพนิมิต ฝันเพราะกรรมนิมิตบอกเหตุล่วงหน้า
จิตธาตุวิปริด (ธาตุโขภะ) ฝันเพราะความเจ็บป่วยหรือธาตุในร่างกายไม่ปกติ
เทพสังหรณ์ ฝันเพราะเทวดาหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์มานิมิตบอก
อนุภูตปุพพะ (จิตจดจ่อ/สัญญาเดิม) ฝันเพราะนึกถึงเรื่องที่เคยพบเห็น เก็บเอาความคิด ความกังวล หรือความทรงจำในอดีตมาปรุงแต่งต่อ
สรุป กาย - จิต ใครเป็นคนสั่ง
จุดเริ่มต้น มักเริ่มจาก "กาย (รูป)" ที่อ่อนล้าสะสมสารเคมี/เกิดรูปมิทธะ ส่งสัญญาณไปบอก "จิต (นาม)"
จุดตัดสินใจ "จิต (นาม)" รับรู้ความง่วง แล้วสั่งการให้ "กาย (รูป)" เอนกายลงนอนและหลับตา
จุดหลับสนิท เมื่อ "จิต (นาม)" ถอนออกจากอายตนะลงสู่ภวังค์ "กาย (รูป)" จึงได้พักผ่อนและซ่อมแซมตัวเองอย่างสมบูรณ์
ดังนั้น จึงเป็นการทำงานแบบ ร่วมกัน กายส่งสัญญาณบอกจิต >> จิตสั่งกายให้เอนนอน >> จิตสงบลงภวังค์ >> กายและจิตได้พักพร้อมกัน
และในความเป็นจริง จิตเข้าไปพักแค่ 5 - 10 นาทีก็เพียงพอแล้ว แต่กายอาจใช้เวลา 5 - 6 ชั่วโมง จึงจะเพียงพอ สิ่งนี้หลายท่านเคยเจอมาแล้วกับตัว
ขอบคุณกัลยาณมิตรทุกท่านครับ
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น