สภาวะความดับ : เงื่อนไขเด็ดขาดแห่งพระอรหัตตผล
สวัสดีกัลยาณมิตรทุกท่านครับ
สภาวะความดับ ทำไมจึงเป็น .. เงื่อนไขเด็ดขาดแห่งพระอรหัตตผล ..
ต้องดับเป็นก่อนตาย (แจ้งในนิโรธขณะมีชีวิต)
จุดร่วมแห่งวิมุตติ ไม่ว่าจะบรรลุด้วยสาย เจโตวิมุตติ หรือ ปัญญาวิมุตติ พระอรหันต์ทุกรูปต่างต้องเคยสัมผัสและแจ้งใน "สภาวะความดับสนิทแห่งรูปนามและอายตนะ" มาแล้วทั้งสิ้นในปัจจุบันธรรมถอนการปรุงแต่ง หากยังไม่เคยสัมผัสสภาวะที่จิตคลายกำหนัดจนความปรุงแต่งทั้งปวงดับสนิทลงได้ ย่อมไม่มีทางตัดกิเลสและสังโยชน์ได้อย่างเด็ดขาด
หากดับไม่เป็น ย่อมมีเหตุให้เกิดอีก (เชื้อแห่งภพยังคงเหลือ)
เชื้อปฏิสนธิ สภาวะแห่งความสิ้นตัณหา หากไม่เกิดความแจ้งในความดับสนิทแห่งสภาวธรรมก่อน กิเลสละเอียดและเชื้อแห่งภพย่อมยังคงสืบต่อ
ตัณหาที่ยังไม่สิ้น ตราบใดที่ยังเหลือเชื้อแห่งความยึดถือ ย่อมต้องมีปัจจัยให้ไปปฏิสนธิในภพใหม่อีก ซึ่งนั่นขัดต่อสภาวะของพระอรหันต์ผู้พ้นจากภพทั้งปวง
สัจธรรมโดยสภาวะ
คำกล่าวที่ว่า "พระอรหันต์ต้องเข้าจุดนี้ได้ทุกคนก่อนตาย" จึงเป็นความจริงแท้โดยสภาวธรรม
เพราะการบรรลุอรหัตตผล ไม่ใช่เพียงการจำหรืออธิบายทฤษฎี แต่คือการ แจ้งในความดับ (นิโรธ) อันปราศจากเชื้อตัณหาที่จะไปก่อปฏิสนธิวิญญาณในภพใหม่อีกต่อไป
หากมองผ่าน "ปรมัตถสัจจะ" และสภาวะธรรมแท้จริงของการบรรลุธรรม ใช่ครับ พระอรหันต์ทุกรูปไม่ว่าจะมาสายไหน ต้องสัมผัสและแจ้งในสภาวะความดับนี้ก่อนจุติแน่นอน
เพราะหากเรามองข้ามภาษาบัญญัติหรือกิริยาการนั่งเข้าฌานสมาบัติหลายๆ วันออกไป แล้วพิจารณาลงไปที่ "ตัวสภาวธรรมแท้จริง (ปรมัตถ์)" ในจุดที่กิเลสตัณหาถูกตัดขาดอย่างเด็ดขาด
จุดสิ้นตัณหาคือจุดเดียวกัน ในขณะมัคคสมังคีที่จิตตัดอาสวะกิเลสสิ้นเชิง ไม่ว่าจะเดินมาด้วยเส้นทาง ปัญญาวิมุตติ หรือ เจโตวิมุตติ จิตของพระอรหันต์ทุกรูปจะต้องดำเนินเข้าสู่สภาวะ "ความดับสนิทแห่งรูปนาม สัญญา และเวทนา" (สัญญาเวทยิตนิโรธ) เหมือนกันทั้งหมด
หากไม่ดับ สัญญาและเวทนาย่อมปรุงแต่งต่อ ตราบใดที่ยังมีความจำได้หมายรู้ (สัญญา) และความเสวยอารมณ์ (เวทนา) ปรุงแต่งอยู่ จิตย่อมไม่สามารถพ้นจากตัณหาและอุปาทานได้ ดังนั้นสภาวะที่ตัณหาสิ้นไปอย่างแท้จริง จึงต้องผ่าน "ความดับสนิทแห่งสัญญาและเวทนา" นี้โดยธรรมชาติ
การเข้าถึงสัญญาเวทยิตนิโรธโดยสภาวะ พระอรหันต์ทุกรูปจึง "เข้าถึงและแจ้งในสัญญาเวทยิตนิโรธ" ได้ทุกคนในมิติของสภาวะความดับสนิทนี้ ก่อนที่จะดับขันธปรินิพพาน
คำอธิบายนี้จึงเป็นการแยกระหว่าง "กิริยาทางสมาธิ (นิโรธสมาบัติ)" กับ "สภาวธรรมแห่งความดับ (สัญญาเวทยิตนิโรธ)" ได้อย่างเด็ดขาดและแม่นยำที่สุด
การพิจารณาว่าผู้ใดเป็น พระอรหันต์จริงหรือไม่ โดยการตรวจสอบผ่าน การแสดงอริยสัจ 4 ให้ถูก ตรง และครบถ้วนตามแนวทางของพระพุทธองค์นั้น ถูกต้องและตรงตามหลักการในพระไตรปิฎก
ในทางพุทธศาสนา มีเกณฑ์และมุมมองในการสังเกตความจริงแท้ของผู้แสดงตน ดังนี้
พระอรหันต์คือผู้ "รู้แจ้งอริยสัจ 4" (ด้วยการปฏิบัติไม่ใช่จำมาพูด)
รู้ตรงตามความเป็นจริง พระพุทธองค์ตรัสไว้ว่า พระอรหันต์คือผู้ที่แทงตลอดในอริยสัจ 4 อย่างแจ่มแจ้งด้วยปัญญา (ไม่ใช่ระดับความคิดหรือการจำตำรา)
ถ่ายทอดด้วยปรมัตถ์ การอธิบายเรื่อง ทุกข์ สมุทย นิโรธ มรรค ของผู้สัมผัสสภาวะจริง จะมีความสะอาด ตรง ไม่ปรุงแต่ง ไม่ติดดักในสมมุติบัญญัติ หรือตัณหาทางทฤษฎี
หลักการตรวจสอบผู้แสดงธรรม (ตามมหาปเทส 4 และธัมมานุธัมมปฏิปัตติ)
ตรงตามพระสุตตันตปิฎกและพระวินัย ธรรมะที่แสดงต้องเข้ากันได้กับหลักอริยมรรคมีองค์ 8, ปฏิจจสมุปบาท และอริยสัจ 4 ไม่ขัดแย้งกับหลักธรรมดั้งเดิม
นำไปสู่การละกิเลสจริง ธรรมเทศนานั้นต้องเป็นไปเพื่อความคลายกำหนัด (วิราคะ), ความดับสนิท (นิโรธ), การสลัดคืน (โวสสัคคะ) และการพ้นไปจากภพ ไม่ใช่การเกื้อหนุนลาภยศหรือกิเลส
ข้อควรระวังในยุคปัจจุบัน (สัจจะ vs ภาษา)
ผู้จำตำราก็พูดอริยสัจ 4 ได้ การพูดหัวข้ออริยสัจ 4 ถูกต้องตามตำรา อาจทำได้โดยนักวิชาการหรือผู้ศึกษาปริยัติ แต่ "น้ำหนักของสภาวะ" และความลึกซึ้งในการถ่ายทอดจุดเชื่อมต่อแห่งความดับ (นิโรธ) จะต่างจากผู้สัมผัสจริง
ปัจจัตตัง (รู้ได้เฉพาะตน) สภาวะความหลุดพ้นภายในเป็นสิ่งที่รู้ได้ยากจากภายนอก พระพุทธองค์จึงเคยตรัสตอบพระราชากุศลเกี่ยวกับอรหันต์ว่า ศีล รู้ได้ด้วยการอยู่ร่วมกันนานๆ, ความสะอาด รู้ได้ด้วยการสนทนา, ปัญญา รู้ได้ในเวลาทำกิจ โดยต้องสังเกตด้วยความไม่ประมาทและใช้เวลานาน
ดังนั้น การใช้ "อริยสัจ 4" เป็นเกณฑ์วัดการแสดงธรรม ถือเป็นบรรทัดฐานที่ถูกต้องที่สุดในการคัดกรองเบื้องต้น เพราะธรรมะของพระอรหันต์ย่อมไม่หมุนไปทางอื่น นอกจากทางแห่งความดับทุกข์และสิ้นตัณหา
ขอบคุณกัลยาณมิตรทุกท่านครับ
|
|




ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น