พระไตรปิฎกมีพระสูตรที่แสดงการเข้าถึงสภาวะธรรม ทั้ง 2 แบบ เจโตฯ / ปัญญาฯ
สวัสดีกัลยาณมิตรทุกท่านครับ
ในพระไตรปิฎกมีพระสูตรที่แสดงการเข้าถึงสภาวะธรรม
ทั้ง 2 แบบ
- แบบอาศัยการไต่ระดับสมาบัติ 8 ตามลำดับ และ
- แบบที่ดับ / หลุดพ้นได้โดยตรงด้วยปัญญาโดยไม่อาศัยสมาบัติ 8 ไว้อย่างชัดเจน
มหานิทานสูตร (ทีฆนิกาย มหาวรรค)
พหุเวทนียสูตร (มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์)
อานันทสูตร / กายสิกขิสูตร (อังคุตตรนิกาย)
สุสิมสูตร (สังยุตตนิกาย นิทานวัคค์)
ยคนัทธสูตร (อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต)
กีฏากิริสูตร (มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์)
มหานิทานสูตร (ทีฆนิกาย มหาวรรค) ทรงแสดงเรื่อง วิมุตติ 2 ประเภท ไว้อย่างเด็ดขาด ได้แก่
อุภโตภาควิมุตติ (ผู้หลุดพ้นทั้งสองส่วน) ต้องเข้าถึงและก้าวผ่านฌาน/สมาบัติทั้ง 8 (รูปฌาน 4 และอรูปฌาน 4) แล้วจึงเข้าถึง สัญญาเวทิยิตนิโรธ
ปัญญาวิมุตติ (ผู้หลุดพ้นด้วยปัญญา) ก้าวข้ามเรื่องสมาบัติ 8 แต่ใช้การพิจารณาอายตนะ ปฏิจจสมุปบาท และไตรลักษณ์ เพื่อดับสัญญากับเวทนาอันเป็นต้นตอของตัณหาและกิเลสโดยตรง
พหุเวทนียสูตร (มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์)
ทรงอธิบายระดับของ "สุขที่ยิ่งกว่าสุข" โดยเริ่มต้นแสดงลำดับการดับเวทนาและสัญญาไปตามฌานสมาบัติทีละขั้น (รวมถึงสัญญาเวทิยิตนิโรธ) แต่ในขณะเดียวกันก็ทรงตรัสสรุปไว้ว่า ความดับแห่งสัญญาและเวทนาอันเป็นที่สุดนั้น "คือการสิ้นไปแห่งกิเลสและตัณหา" ซึ่งพระอริยบุคคลผู้ใช้ปัญญาเท่าทันผัสสะทางอายตนะสามารถเข้าถึงสภาวะความสงบระงับนี้ได้ทันที
อานันทสูตร / กายสิกขิสูตร (อังคุตตรนิกาย)
ระบุถึงสภาวะการดับสัญญาเวทนาในแบบที่เรียกว่า "นิพพานโดยปริยาย" ซึ่งทรงอธิบายไว้ทั้งในมุมของกระบวนการสมาธิลึก และในมุมของวิถีจิตที่ปัญญาเข้าไปเห็นความดับแห่งสังขารปรุงแต่งโดยไม่ต้องติดอยู่ในรูปแบบของฌานสมาบัติ
ยังมีพระสูตร ที่กล่าวถึง

สุสิมสูตร (สังยุตตนิกาย นิทานวัคค์)
สาระสำคัญ พระสุสิมะเดินทางไปสอบถามพระอรหันต์จำนวนมากในสมัยพุทธกาลว่า "ท่านแสดงอิทธิฤทธิ์ได้ไหม? ได้หูทิพย์ ตาทิพย์ เจโตปริยญาณ หรืออภิญญา 5 หรือไม่?" พระอรหันต์เหล่านั้นตอบว่า "ไม่ได้" พระสุสิมะจึงถามต่อว่า "ท่านไม่ได้สมาบัติเหล่านั้น แล้วบรรลุธรรมได้อย่างไร?" พระอรหันต์ตอบว่า "พวกเราเป็น ปัญญาวิมุตติ (บรรลุด้วยปัญญา)"
ความหมาย ชี้ให้เห็นว่าผู้ที่เป็น ปัญญาวิมุตติ ไม่จำเป็นต้องได้สมาบัติ 8 หรืออภิญญา 5 แต่บรรลุได้ด้วยการพิจารณาอริยสัจ 4 และปฏิจจสมุปบาทจนปัญญารู้แจ้ง ตัดกิเลสได้ขาด

ยคนัทธสูตร (อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต)
พระอานนท์แสดงเส้นทางแห่งการเจริญสมาธิและวิปัสสนาเพื่อบรรลุธรรมไว้ 4 สาย ซึ่งรวมเอาเจโตวิมุตติและปัญญาวิมุตติไว้ ดังนี้:
เจริญสมถะ (สมาธิ) นำหน้าวิปัสสนา (ปัญญา) ฝึกสมาธิจนจิตสงบตั้งมั่น (สมาบัติ/ฌาน) แล้วจึงนำจิตที่ตั้งมั่นนั้นมาพิจารณาสภาวธรรมจนเกิดปัญญาหลุดพ้น (เน้นเจโตวิมุตติ)
เจริญวิปัสสนา (ปัญญา) นำหน้าสมถะ (สมาธิ) พิจารณาความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตาของรูปนามก่อน จนจิตเกิดความสงบและตั้งมั่นตามมา แล้วหลุดพ้น (เน้นปัญญาวิมุตติ / ขณิกสมาธิ)
เจริญสมถะและวิปัสสนาควบคู่กันไป (ยคนัทธัง) ฝึกคู่ขนานกันไปทั้งสมาธิและปัญญา
จิตถูกอุทธัจจะ (ความฟุ้งซ่านในธรรม) รบกวน เมื่อปรับจิตให้ถูกวิธี จิตก็รวมลงและบรรลุธรรมได้

กีฏากิริสูตร (มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์)
พระพุทธองค์ทรงแบ่งบุคคลในพระพุทธศาสนาออกเป็น 7 ประเภท โดยจำแนกสภาวะของผู้บรรลุพระอรหัตผลไว้ 2 กลุ่ม:
อุภโตภาควิมุตติ / เจโตวิมุตติ ผู้ที่ถูกต้องอรูปสมาบัติ (อรูปฌาน) ด้วยกาย (สัมผัสสภาวะสมาธิขั้นสูง) และกิเลสสิ้นไปเพราะเห็นด้วยปัญญา
ปัญญาวิมุตติ ผู้ที่ไม่ได้ถูกต้องอรูปสมาบัติด้วยกาย (ไม่ได้อรูปฌาน) แต่กิเลสสิ้นไปได้เพราะเห็นด้วยปัญญา
| ลักษณะ | เจโตวิมุตติ (หลุดพ้นด้วยสมาธิ) | ปัญญาวิมุตติ (หลุดพ้นด้วยปัญญา) |
| สมาธิพื้นฐาน | ได้ฌานสมาบัติขั้นสูง (รูปฌาน / อรูปฌาน) | ใช้สมาธิขั้นพื้นฐาน (ขณิกสมาธิ / อุปจารสมาธิ หรือปฐมฌาน) |
| สภาวะจิต | จิตมีกำลังความสงบแน่นแฟ้น มีอภิญญา/สมาบัติร่วมด้วย | เด่นที่ปัญญาเห็นแจ้งความจริง (ไตรลักษณ์) ตัดกิเลสได้ตรง |
| จุดเหมือน | สิ้นกิเลสและอาสวะเหมือนกัน | สิ้นกิเลสและอาสวะเหมือนกัน |
ดังนั้น พระอรหันต์ ทั้งเส้นทาง ปัญญาฯ หรือ เจโตฯ ............ ต้องเคย .... ดับ .... ก่อนปรินิพพาน
อ่านที่นี้ 👉 สภาวะความดับ : เงื่อนไขเด็ดขาดแห่งพระอรหัตตผล
พระอรหันต์ ท่านจะแสดง อริยสัจ 4 เพื่อแสดงความดับ ในการแสดงธรรมตามกาล ..... .....
ผู้รู้ต่างๆ จึงมัก ชอบฟังธรรม อริยสัจ 4 ที่ท่านแสดง ก็จะเข้าใจ แม้เข้าไม่ถึงก็ตาม
ขอบคุณกัลยาณมิตรทุกท่านครับ
|
|





ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น